Health & Beauty

Beauty Bargains for You

วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2556

โกฐจุฬาลัมพา เป็นยาถ่ายแก้น้ำเหลืองเสียแก้ท้องร่วง ถ่ายพยาธิขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ ขับลมในลำไส้ แก้ไขข้ออักเสบ ระงับการเกร็งของกล้ามเนื้อ

ชื่อ : โกฐจุฬาลัมพา
ชื่ออื่น : พิษนาด(ราชบุรี)
ชื่อสามัญ :
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artemisia Vulgaris Limm
วงศ์ : COMPOSSITAE

โกฐจุฬาลัมพา
 แหล่งที่พบ
โกฐจุฬาลัมพาพบโดยไปในเขตภาคใต้ของประเทศไทย มีมากที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ความสัมพันธ์กับชุมชน
ประชาชนโดยทั่วไปนิยมใช้เป็นยาถ่ายแก้น้ำเหลืองเสียแก้ท้องร่วง    ถ่ายพยาธิขับปัสสาวะ   ขับเหงื่อ ขับลมในลำไส้  แก้ไขข้ออักเสบ   ระงับการเกร็งของกล้ามเนื้อ  ทำให้ประจำเดือนมาปกติ  บำรุงมดลูก  ระงับอาการปวดท้อง และอาการเจ็บท้องคลอดลูก  โดยเอาใบต้มเอาน้ำดื่มใช้ภายนอก  นำเอาใบสดมาต้มแล้วตำให้ละเอียด แล้วนำมาพอกแก้โรคปวดศีรษะ รักษาแผลเรื้อรังแก้อาการเคล็ดบวม ใบและช่อดอกใช้ต้มเอาน้ำดื่มเป็นยาขับเสมหะ แก้หืด อาหารไม่ย่อย

ความสำคัญทางเศรษฐกิจ
โกฐจุฬาลัมพา   เป็นพืชเศรษฐกิจที่ใช้ในการรักษาโรค  เป็นเครื่องยาสมุนไพรไทย  ที่หาได้ยาก  และมีราคาสูง เป็นที่ต้องการของตลาด

โกฐเขมา ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ แก้โรคเข้าข้อ แก้โรคในปาก เป็นยาเจริญอาหาร ยาขับปัสสาวะ แก้โรคในปากในคอ

ชื่อ : โกฐเขมา
ชื่ออื่น :
ชื่อสามัญ : Atractylodes Rhizome
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Atractylodes lancea (Thunb.) DC. หรือ A. chinensis (DC.) Koidz
วงศ์ : Compositae

โกฐเขมา
 การเตรียมตัวยาพร้อมใช้มี 3 วิธี ดังนี้
วิธีที่ 1 โกฐเขมา เตรียมโดยนำวัตถุดิบสมุนไพรที่ได้มาแช่น้ำสักครู่ ล้างน้ำให้สะอาด ใส่ภาชนะปิดฝาไว้เพื่อให้อ่อนนุ่ม หั่นเป็นแว่นหนา ๆ และนำไปทำให้แห้ง

วิธีที่ 2 โกฐเขมาผัดรำข้าวสาลี เตรียมโดยนำรำข้าวสาลีใส่ลงในภาชนะที่เหมาะสม ให้ความร้อนโดยใช้ระดับไฟปานกลางจนกระทั่งมีควันออกมา ใส่ตัวยาที่ได้จากวิธีที่ 1 ลงไป คนอย่างรวดเร็วจนกระทั่งผิวของตัวยาเป็นสีเหลืองเข้ม นำออกจากเตา แล้วร่อนเอารำข้าวสาลีออก ตั้งทิ้งไว้ให้เย็น

วิธีที่ 3 โกฐเขมาผัดเกรียม เตรียมโดยนำตัวยาที่ได้จากวิธีที่ 1 ใส่กระทะ ผัดโดยใช้ไฟระดับปานกลาง ผัดจนกระทั่งผิวนอกของตัวยามีสีน้ำตาลไหม้ พรมน้ำเล็กน้อย แล้วผัดต่อโดยใช้ไฟอ่อน ๆ ผัดจนตัวยาแห้ง นำออกจากเตา ตั้งทิ้งไว้ให้เย็น แล้วร่อนเอาเศษเล็ก ๆ ออก

คุณภาพของตัวยาจากลักษณะภายนอก
ตัวยาที่มีคุณภาพดี ต้องมีคุณสมบัติแข็งและเหนียว หน้าตัดมีจุดสีแดงจำนวนมาก (สีแดงเหมือนสารซินนาบาร์ cinnabar) มีกลิ่นหอมมาก

สรรพคุณตามตำราการแพทย์แผนจีน
โกฐเขมา รสเผ็ดขม อุ่น มีฤทธิ์ขับความชื้น เสริมระบบการย่อยอาหาร สรรพคุณแก้ความชื้นกระทบส่วนกลาง (จุกเสียด อึดอัดลิ้นปี่ อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องเสีย) และมีฤทธิ์ขับลมและความชื้น แก้ปวดข้อและกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการไข้หวัดจากลมเย็นหรือความชื้น (จับไข้ หนาว ๆ ร้อน ๆ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว)

โกฐเขมาผัดรำข้าวสาลี รสเผ็ดจะลดลง แต่คุณสมบัติแห้งจะนุ่มนวลขึ้น และมีกลิ่นหอม เพิ่มฤทธิ์ช่วยให้การทำงานของม้ามและกระเพาะอาหารดีขึ้น ใช้รักษาอาการของม้ามและกระเพาะอาหารทำงานไม่สัมพันธ์กัน (กระเพาะอาหารทำหน้าที่ย่อยอาหารจนได้สารจำเป็น ส่วนม้ามทำหน้าที่ลำเลียงสารจำเป็นนี้ไปใช้ทั่วร่างกาย) แก้เสมหะเหนียวหนืด แก้ต้อหิน แก้ตาบอดกลางคืน

โกฐเขมาผัดเกรียม รสเผ็ดและคุณสมบัติแห้งจะลดลงมาก มีฤทธิ์ช่วยให้การทำงานของลำไส้แข็งแรง แก้ท้องเสียเป็นหลัก ใช้รักษาอาการท้องเสียเนื่องจากม้ามพร่อง โรคบิดเรื้อรัง

สรรพคุณตามตำราการแพทย์แผนไทย
   โกฐเขมา มีกลิ่นหอม รสร้อน ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ แก้โรคเข้าข้อ แก้โรคในปาก เป็นยาเจริญอาหาร ยาขับปัสสาวะ แก้โรคในปากในคอ ระงับอาการหอบ แก้หวัดคัดจมูก แก้ไข้ แก้เหงื่อออกมาก และแก้ไข้รากสาดเรื้อรัง

ขนาดยา
การแพทย์แผนจีน ใช้ขนาด 3-9 กรัม ต้มเอาน้ำดื่ม

1.สารสกัดน้ำมีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในหนูที่ทำให้ติดเชื้อ Candida albicans ทำให้หนูมีชีวิตรอดมากขึ้น และสารสกัดดังกล่าวมีฤทธิ์ทำให้อาหารอยู่ในกระเพาะนานขึ้น
2.สาร -eudesmol มีฤทธิ์ต้านปวดในหนูทดลอง และพบว่ามีผลต่อกล้ามเนื้อของหนูที่เป็นเบาหวานมากกว่าหนูปกติ
3.จากการศึกษาพิษเฉียบพลันในหนูถีบจักรของสารสกัด 50% แอลกอฮอล์จากเหง้าโกฐเขมาพบว่าค่า LD50 มีค่ามากกว่า 10 กรัม/กิโลกรัม เมื่อให้โดยการป้อนหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง น้ำมันหอมระเหยเป็นพิษต่อหนูถีบจักรเมื่อฉีดเข้าใต้ผิวหนัง12 ขนาดของสารสกัดด้วยน้ำร้อนที่ทำให้หนูถีบจักรหรือหนูขาวตายครึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมดมีค่าเท่ากับ 15 กรัม/กิโลกรัม เมื่อให้กิน

แก่นขี้เหล็ก ทำให้ร่างกายแข็งแรง แก้ปวดเมื่อย

แก่นขี้เหล็กนับว่าเป็นสมุนไพรของคนไทยแท้ๆ เพราะมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cassia siamea Britt. แต่ก็ยังสามารถพบได้ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะแปซิฟิก ตั้งแต่อินโดนีเซียไปจนถึงศรีลังกา ขี้เหล็กเป็นไม้ดอกสวย นิยมปลูกเป็นไม้ให้ร่มตามริมถนน ต่างประเทศเคยมีการสั่งซื้อพันธุ์ขี้เหล็กไทย เพื่อนำไปปลูกเป็นไม้ประดับ
ดอกขี้เหล็ก
แก่นขี้เหล็ก

     ในวิถีของชุมชนชนบทแก่นขี้เหล็กยังเข้ายามากมายหลายชนิด หนักทางเป็นยาบำรุงสุขภาพ จนทางอีสานมีคำคล้องจองให้ท่องจำคำว่า "เหล็กแดงแทงหาด" ขยายความคือแก่นขี้เหล็ก แก่นแดง แก่นหนามแท่ง แก่นมะหาด ทั้งสี่แก่นนี้ควรกินเป็นประจำจะทำให้ร่างกายแข็งแรง แก้ปวดเมื่อย
     ขี้เหล็กจัดเป็นไม้โตเร็วต้นหนึ่ง ชาวบ้านที่ชาญฉลาดมักปลูกขี้เหล็กไว้ตามคันนา เอาไว้เก็บใบมาบ่มมะม่วงให้สุกอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องใช้แก๊สบ่มให้เสียรสชาติ และการปลูกขี้เหล็กให้โตสักปีสองปีก็ได้ฟืนมาใช้
     จำได้ว่าที่บ้านข้างๆ เล้าไก่ แม่จะทำแคร่ยื่นออกไปเพื่อเอาไว้เก็บฟืน แม่บอกว่าทำแกงทั้งหลายโดยใช้ไฟฟืน แกงจะเข้าเนื้อ ทั้งยังหอมกลิ่นควันฟืน ฟืนที่บ้านส่วนใหญ่จะเป็นไม้สะแกกับไม้ขี้เหล็ก แต่แม่จะชอบไม้ขี้เหล็กเป็นพิเศษ
     เพราะว่าไม้ขี้เหล็กนอกจากเป็นฟืนที่ดีแล้ว ใบอ่อนของขี้เหล็ก ยังเอามาแกงกินได้อร่อย แกงกันทีก็เอาไปแจกกันกินทั้งหมู่บ้าน ก็ของเราไม่ต้องซื้อต้องหาเก็บเอามาจากหัวคันนาข้างบ้าน ฟืนก็ฟรี ใบขี้เหล็กก็ฟรี ก็เลยสามารถที่จะแบ่งปันกันได้
     วิธีแกงใบขี้เหล็กนั้น ต้องต้มน้ำทิ้งก่อนสักสองสามน้ำเพื่อลดความขม แกงขี้เหล็กทำได้หลายแบบ จะแกงกะทิใส่เนื้อย่างก็แสนจะวิเศษ หรือจะแกงป่าใส่น้ำคั้นใบย่านางก็ให้รสชาติกลมกล่อมไปอีกแบบ
     ขี้เหล็กยังมีคุณค่าทางอาหารมากมาย มีทั้ง คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบีสอง ไนอาซิน และถ้ามีดอกอ่อนมาแกงด้วยก็จะได้วิตามินเอ และวิตามินซี ในปริมาณสูงทีเดียว คนที่บ้านชอบกินแกงขี้เหล็กของแม่เปล่าๆ โดยไม่ได้กินเป็นกับข้าว ก็สามารถอิ่มได้ทั้งวันโดยไม่ค่อยอยากกินอย่างอื่น อาจเป็นเพราะว่าใบขี้เหล็กมีสารอาหารเกือบครบนั่นเอง
     ความที่ชอบรับประทานแกงขี้เหล็กเป็นพิเศษคือกินได้เป็นชามๆ ก็เลยให้แม่แกงมาไว้เป็นถุงๆ นำมาใส่ในตู้เย็นไว้ สิ่งที่พบคือเมื่อเวลาเครียดๆ จากงานหรือต้องรีบปั่นต้นฉบับแบบนี้ หลังจากกินแกงขี้เหล็กชามโตๆ แล้ว จะรู้สึกสบายใจและปลอดโปร่งอย่างประหลาด จนคิดสงสัยว่าจะติดแกงขี้เหล็กเป็นยาเสพติดไปแล้ว ตอนหลังจึงมารู้ว่า ในใบอ่อนของขี้เหล็กมีสาร ชื่อว่าบาราคอล (Baracol) ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติคลายเครียด
     บาราคอลในขนาดสูงๆ จะเป็นยาช่วยให้นอนหลับ ถ้าในขนาดที่ไม่สูงมากมีฤทธิ์ช่วยสงบประสาท คลายเครียด โดยไม่ทำให้ง่วงเหมือนยาสงบประสาทของต่างประเทศ คือถ้าเราเครียดแล้วเราไปหาหมอแผนปัจจุบัน เราจะได้รับยาคลายเครียด ซึ่งยาคลายเครียด (Anxiolytic Drug) มีผลข้างเคียงคือ จะทำให้ง่วงนอน จนรบกวนสภาวะการทำงานปกติของเรา เกิดอาการง่วงสลึมสลือ ทำงานได้ไม่เต็มที่
     แต่เจ้าบาราคอล สารคลายเครียดจากธรรมชาติเจ๋งกว่า คือทำให้หายเครียดโดยไม่ทำให้ง่วง ขณะนี้กำลังมีการศึกษาที่จะนำเจ้าบาราลคอลมาทำเป็นยาคลายเครียด แต่ก็มีผู้หัวใสนำใบขี้เหล็กบรรจุแคปซูลออกขาย โฆษณาเป็นยาคลายเครียด เป็นยานอนหลับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
     ถ้าดีมันได้ผลก็กินกันไป เพราะเป็นสมุนไพรของไทยๆ หากเอามาขายแพงเกินไป เราทำกินกันเองก็ได้ โดยจะไปซื้อใบขี้เหล็กในตลาดมาแกงกิน หรือจะเอามาบดเป็นผงทำลูกกลอน หรือเอามาตากแห้งไว้ชงน้ำกินต่างชา ก็ไม่มีอะไรเสียหาย
     โรคเครียดเป็นโรคที่เกิดจากใจของเรา การพึ่งยาหรืออะไรภายนอกล้วนแต่ ไม่ใช่ทางออกในระยะยาว การหันกลับมาสร้างความมั่นคงให้อารมณ์ โดยการฝึกจิตให้เห็นสิ่งต่างๆ ว่าเป็นไปตามสภาวะธรรม ตามเหตุตามปัจจัยต่างๆ อย่างแจ่มแจ้ง ไม่ต้องไปทุกข์กังวลจนเกินเหตุ จะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงกว่าการใช้ยากล่อมประสาท
     นายแพทย์ชื่อดังของอเมริกาท่านหนึ่ง มักนิยมเขียนในใบสั่งยาว่า ให้ฝึกสมาธิวันละสี่เวลา เช้า กลางวัน เย็นและก่อนนอนแทนการจ่ายยา หากจะใช้ยาคลายเครียด เราควรหันมาทดลองใช้ยาคลายเครียดจากธรรมชาติ ที่เราทำกับมือได้ โดยไม่ต้องไปรอให้เขาทำเป็นยาแผนปัจจุบันในรูปสารบริสุทธิ์ใส่แคปซูล เพราะไม่รู้เมื่อไหร่จะเสร็จสักที (เหมือนสารบริสุทธิ์จากสมุนไพรไทยอีกหลายๆ อย่างที่วิจัยกันไม่รู้จักเสร็จ) แล้วราคาก็แสนแพง
     เราควรที่จะเริ่มพึ่งจิตภายในเมื่อเครียด จากนั้นค่อยพึ่งยา เริ่มด้วยยาจากธรรมชาติ เช่น ขี้เหล็ก ที่เราคุ้นเคยกันมานานว่าปลอดภัย ลองกินดูถึงไม่หายก็อิ่มท้องว่างั้นเถอะ

กำลังวัวเถลิง บำรุงโลหิต ทำธาตุให้บริบูรณ์ บำรุงเส้นเอ็น แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย บำรุงกำลัง บำรุงกระดูกให้แข็งแรง เป็นยาอายุวัฒนะ

ประโยชน์ของกำลังวัวเถลิง
กำลังวัวเถลิง

     ส่วนที่ใช้และสรรพคุณ:
      เนื้อ : บำรุงโลหิต ทำธาตุให้บริบูรณ์ บำรุงเส้นเอ็น แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย บำรุงกำลัง บำรุงกระดูกให้แข็งแรง เป็นยาอายุวัฒนะ ,
      ราก : บำรุงโลหิต ทำธาตุให้บริบูรณ์ บำรุงเส้นเอ็น แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย บำรุงกำลัง บำรุงกระดูกให้แข็งแรง เป็นยาอายุวัฒนะ

กำลังเสือโคร่ง เป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง ทำให้เจริญอาหาร ขับลมในลำไส้ ทำให้เส้นเอ็นแข็งแรง

กำลังเสือโคร่ง

นิยมปลูกไม้สมุนไพรสงสัยว่าต้น “กำลังเสือโคร่ง” มีกี่ชนิด เนื่องจากบางพื้นที่มีชื่อเรียกเหมือนกัน แต่ลักษณะต้นไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดความสับสน ไม่แน่ใจว่าต้นไหนเป็นต้นแท้ กันแน่ ซึ่ง ความจริงแล้วต้น “กำลังเสือโคร่ง” ที่เป็น ต้นแท้ จะพบขึ้นกระจายทั่วไปบนดอยสูงทางภาคเหนือของประเทศไทย ส่วนในภาคอื่นพบที่อีสานแต่น้อยมาก ชาวบ้าน สมัยก่อนนิยมใช้มีดถากเอาเปลือกต้นไปต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง ทำให้เจริญอาหาร ขับลมในลำไส้ ทำให้เส้นเอ็นแข็งแรง
แก้ปวดเมื่อย ตามร่างกายได้ดีมาก ซึ่งเปลือกต้นจะมีน้ำมันหอมระเหยชนิดหนึ่ง กลิ่นฉุนแรงคล้ายน้ำมันระกำ แต่ถ้าทิ้งไว้จนเปลือกแห้งกลิ่นหอมจะระเหยไปจนหมด ปัจจุบัน เพิ่งพบว่ามีต้น “กำลังเสือโคร่ง” ซึ่งเป็น ต้นแท้วางขาย จึงถ่ายภาพนำเสนอประกอบคอลัมน์ให้ชมด้วย จะได้ไม่ผิดเพี้ยนและแน่นอน
กำลังเสือโคร่ง หรือ ZIZIPHUS  ATTOPENSIS PIERRE อยู่ในวงศ์ RHAMNACEAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปใบหอก ปลายแหลม โคนเบี้ยว เส้นใบออกจากโคนใบ 3 เส้น แผ่นใบค่อนข้างหนา ผิวเกลี้ยงเป็นมัน สีเขียวสด
ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกมีขนาดเล็ก สีออกขาวนวล “ผล” กลม มีเนื้อหุ้มเมล็ด 1 ผลจะมีเมล็ด 1 เมล็ด ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง มีชื่อ เรียกอีก คือ  “กำลังพระยาเสือโคร่ง” (เชียงใหม่)  มีเขตการกระจายพันธุ์ที่ประเทศลาว
กำลังเสือโคร่ง นอกจากจะมีสรรพคุณตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว ตำรายาพื้นบ้านภาคอีสาน ยังใช้ เนื้อไม้ของ “กำลังเสือโคร่ง” ผสมกับต้น ม้าโรงแตก หรือ ม้ากระทืบโรงตัวผู้ ลำต้นข้าวหลาม แก่น หรือ รากเจ็ดช้างสารใหญ่  ลำต้น  กำลังช้างสาร  จำนวนเท่ากัน   ต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงร่างกาย   บำรุงกำลังทางเพศ หรือใช้เนื้อไม้ “กำลังเสือโคร่ง” ผสมกับแก่นของต้น  หางรอก  ราก  เจ็ดช้างสารใหญ่  เนื้อไม้ ต้น  กำลังช้างสาร  จำนวนเท่ากัน  ต้มน้ำดื่มเช่นกัน เป็นยาบำรุงร่างกาย   และ   บำรุงกำลังทางเพศได้ เหมือนกัน

เถาเอ็นอ่อน แก้ปวดเสียวตามร่างกาย แก้เส้นตึง เมื่อยขบ ทำให้เส้นเอนหย่อน

เถาเอ็นอ่อน ตัวยาหลักมารู้จักกันหน่อย
ชื่อสมุนไพร : เถาเอ็นอ่อน
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cryptolepis buchanani Roem.&Schult.
ชื่อวงศ์ : PERIPLOCACEAE
เถาเอ็นอ่อน

ชื่ออื่น : กวน (ฉาน-แม่ฮ่องสอน) เครือเถาเอ็น (เชียงใหม่) ตีนเป็ดเครือ (ภาคเหนือ) เมื่อย (ภาคกลาง)
            นอออหมี (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) หญ้าลิเลน (ปัตตานี) หมอนตีนเป็ด (สุราษฎร์ธานี)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้เลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น เปลือกเถาเรียบสีน้ำตาลอมดำ
     พอแก่เปลือกจะหลุดล่อนออกเป็นแผ่น ทุกส่วนของต้นมี น้ำยางสีขาว ใบ เป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน
     ใบรูปรี ปลายใบมนมีหางสั้น โคนใบสอบ หลังใบเรียบเป็นมันและลื่น ท้องใบเรียบสีขาลนวล
     ก้านใบสั้น ดอก ออกเป็นดอกช่อ ตามซอกใบ ดอกย่อยสีเหลืองอ่อน กลีบดอก 5 กลีบ
     โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน กลีบเลี้ยงสีเขียว 5 กลีบ ผล ทรงกระบอก ติดกันเป็นคู่ ปลายผลแหลม
     ผิวเป็นมันลื่น พอแก่แตกออกด้านเดียว เมล็ดรูปรีสีน้ำตาล มีขนปุยสีขาวติดอยู่

ส่วนที่ใช้ : เถา ใบ

เถาเอ็นอ่อน สรรพคุณ :
  ใบ รสเบื่อเอียน สรรพคุณ :แก้ปวดเสียวตามร่างกาย แก้เส้นตึง เมื่อยขบ ทำให้เส้นเอนหย่อน
  เถา รสขมเมา สรรพคุณ :แก้เส้นตึง แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย
  เถา - ต้มรับประทานเป็นยาแก้เมื่อย ทำให้เส้นเอ็นหย่อน จิตใจชุ่มชื่น
          เป็นยาบำรุงเส้นเอ็นในร่างกายให้แข็งแรง แก้เส้นเอ็นพิการ
  ใบ - ใช้โขลกให้ละเอียด ห่อผ้าทำลูกประคบ ประคบตามเส้นเอ็นที่ปวดเสียวและตึงเมื่อยขบ ทำให้เส้นยืดหย่อนดี

กำลังช้างสาร กำลังช้างสาร (ภาคกลาง) เครือง้วนเห็น ศาลาน่อง (อุดรธานี) เถาจักรลาช (ประจวบคีรีขันธ์) ไส้ตันใหญ่ (ปราจีนบุรี)

ชื่อ : กำลังช้างสาร
ชื่ออื่น : กำลังช้างสาร (ภาคกลาง) เครือง้วนเห็น ศาลาน่อง (อุดรธานี) เถาจักรลาช (ประจวบคีรีขันธ์) ไส้ตันใหญ่ (ปราจีนบุรี) เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย ทอดยอดเกาะพันไม้อื่น กิ่งอ่อนและช่อดอกมีขนประปราย กิ่งแก่เกลี้ยง
ชื่อสามัญ :
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Acacia craibii Nielsen
วงศ์ : Ochnaceae

กำลังช้างสาร
 ใบ เป็น ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ หูใบแปลงรูปเป็นหนามแหลมโค้งค่อนข้างกลมขนาดเล็ก 1 คู่ ใบประกอบแยกแขนง 6-11 คู่ แต่ละแขนงมีใบย่อย 21-29 คู่ เล็กมาก
ดอก ออกเป็นช่อดอกกลม ออกตามง่ามใบและปลายกิ่ง ดอกเล็ก ฝักรูปขอบขนาน แบน โค้งเล็กน้อย โคนสอบ ปลายแหลม มีเส้นนูนขนานห่างจากขอบฝักทั้ง 2 ด้าน ด้านละ 1 เส้น มีเส้นร่างแหปรากฏชัด ฝักแก่และแห้งจะแตกออกเป็น 2 ซีก เมล็ดแบน รูปรี โค้งเล็กน้อย มีเยื่อนุ่มสีแดง